พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000

A A A A หัวข้อ: อย่างนี้..ใช่ธรรมดาเสียที่ไหน (กุมารทอง เล่นเตะฟุตบอล ในเวลากลางวันแสกๆ) (อ่าน 2601 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

สิงหาคม 02, 2014, 02:07:22 PM

ออฟไลน์ kumarnthong

  • Global Moderator
  • ออฟไลน์
  • 70
    6
  • พลังศรัทธา: +6/-0

  • กระทู้ : 70
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 6
  • ลำดับสมาชิก : 38

    • ดูรายละเอียด
    • กุมาร


  • พฤศจิกายน 26, 2015, 06:33:22 AM


อย่างนี้..ใช่ธรรมดาเสียที่ไหน (กุมารทอง เล่นเตะฟุตบอล ในเวลากลางวันแสกๆ )




จากเหตุการณ์,ที่พบเห็นนั้น ทำให้ผู้เขียนอดระลึกถึงเหตุการณ์ ที่ประสบมาด้วยตนเองไม่ได้เช่นกัน เป็นเหตุการณ์เมื่อ ๑๕ ปีก่อน (ขออนุญาตเท้าความแต่หนหลังสักเล็กน้อยนะครับ)

ต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นช่วงเวลาชีวิตของผู้เขียนถูกผลัก ดันให้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสคลุกคลีอยู่ในแวดวงของผู้ใจบุญใจกุศล ที่ตั้งตนประพฤติอยู่ในฝ่ายกุศล มีการให้ทาน ถือศีล ปฏิบัติภาวนา เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นบุญกุศลของตนเอง ที่ได้มารู้จักกับแนวทาง ของการปฏิบัติกรรมฐานโดยพุทธวิธี ไดใกล้ชิดกับพระกรรมฐาน ท่านผู้มีวิชาทั้งในทางพุทธเวท คาถาอาคม และปฏิบัติจิตภาวนาเพื่อ วิมุตติหลุดพ้นจากห้วงวัฏฏะในชาติปัจจุบัน

นิมิตมงคลที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตนั้น มีขึ้นเมื่อผู้เขียนมีโอกาส ได้ร่วมทีมงานกับคณะมหาจักร...คนพ้นโลก ซึ่งมีท่านอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ เป็นประธานเจ้าสำนักทั้งนี้เป็นด้วยความกรุณาในเมตตา จิตของ คุณลุงทองทิว สุวรรณฑัต นักเขียนอาวุโสระดับปรมาจารย์ เป็นผู้ฝากฝังให้ ซึ่งสิ่งนั้นถือได้ว่าเป็นการให้โอกาสแก่ชีวิตผู้เขียน ได้มีวันนี้พระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านจึงติดตราตรึงใจเสมอมา

สำนักงานมหาจักรคณะคนพ้นโลก ภายใต้การบริหารงาน ของอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ มีฐานะเป็นสำนักพิมพ์ ผลิตนิตยสาร คนพ้นโลกซึ่งเสนอเรื่องราวธรรมะ จิตวิญญาณศาสตร์ ออกเผยแพร่ แก่ผู้สนใจเป็นงานหลัก และผลิตเทปธรรมะ จัดอบรมธรรมปฏิบัติ เป็นงานรอง นอกจากนั้นยังมีการจัดทัวร์ธรรมะนำหมู่คณะที่สมัครใจ เดินทางไปกราบนมัสการทำบุญ ทอดผ้าป่า ฟังเทศน์ ฝึกกรรมฐาน กับครูบาอาจารย์ผู้ทรงธรรมแก่กล้าในวิชาทั้งหลาย ยังวัดต่างๆ ทั่ว ประเทศในทุกๆ เดือนด้วย

จากกิจกรรมนำพาสมาชิกที่ศรัทธาในบุญกุศลไปกราบนมัสการพระคณาจารย์ยังวัดป่าต่างๆ นั้นเอง จึงทำให้เมื่อมีโอกาสไปร่วม งานกับสำนักงานนี้ได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งที่ตนเองไม่คาดฝันว่าจะได้ พบเจอในวันหนึ่ง วันนั้นผู้เขียนในฐานะพนักงานใหม่ ยังเป็นพนักงานฝึกหัด เพิ่งมีโอกาสเอาชีวิตเข้ามาเรียนรู้งานพิมพ์การผลิตหนังสือในฐานะ พนักงานประจำกองบรรณาธิการเป็นครั้งแรก

ซึ่งมาทำงานได้แค, ประมาณ ๒ สัปดาห์ กล่าวได้ว่ายังเป็นละอ่อนหัดงานที่ยังไร้เดียงสา กัยงานของทางสำนักงานฯ เมื่อทางสำนักงานฯ จัดพาหยูคณะไปกราบ ครูบาอาจารย์ในต่างจังหวัดในรูปแบบของทัวร์ผ้าป่า ผู้เขียนจึงจำต้อง อยู่โยงเฝ้าสำนักงานหรือกองบรรณาธิการเพียงลำพัง



สำนักงานมหาจักรนิตยสารคนพ้นโลก เป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ มีตึกแถว ๓ ชั้น ๒ คูหา ในซอยพระวุฒิ ถนนจันทน์ สะพาน ๒ ยานนาวา เป็นที่ประกอบกิจการ โดยชั้นล่างเป็นโรงพิมพ์ ที่เก็บเล่ม และห่อพัสดุจัดส่งร้านค้า ชั้น ๒ เป็นที่ทำงานของกองจัดการ กองบรรณาธิการ แล้วก็เป็นที่ต้อนรับสมาชิกผู้มาติดต่อกับสำนักงาน ใน ชั้นนี้จึงมีโต๊ะหมูบูชาขนาดใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูปและสิ่งอันควร แก่การบูชามากมาย ส่วนชั้น ๓ เป็นที่พักอาศัยของอาจารย์ปถัมภ์ เจ้าสำนักและครอบครัว

การบริหารงานของสำนักงาน เป็นลักษณะงานในครอบครัว เพราะส่วนใหญ่พนักงานล้วนเป็นลูกๆ ของเจ้าสำนักทั้งสิ้น อย่างในกองบรรณาธิการกองจัดการก็เป็นลูกสาวของท่านถึง ๓ คน ที่เป็น คนนอกก็มี คุณดำรงค์ ภู่ระย้า ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิและพนักงานเก่าแก่ มีอายุงานหลายปี คุณพงษ์พร เกิดรัตน์ พนักงานรุ่นพี่ที่เข้ามาทำงาน ก่อนหน้าผู้เขียนประมาณ ๑ เดือน แล้วก็ผู้เขียน ดังนั้นในส่วนของ กองบรรณาธิการในวันนั้นเมื่อคนเก่าๆ ติดตามไปทัวร์ผ้าป่าช่วยงาน เจ้าสำนักหมดผู้เขียนจึงเฝ้าโยงตามลำพัง เรียกว่ามีตำแหน่งหน้าที่ ใหญ่ที่สุดในกองบรรณาธิการละวันนั้น

ขณะที่นั่งทำงานอย่างขยันขันแข็ง ตามประสาพนักงานใหม่ ตามลำพัง โดยรู้อยู่แก่ใจว่าพ้นจากบันไดขึ้นมาชั้นที่ ๒ ของสำนักงาน นอกจากผู้เขียนแล้วไม่มีใคร ไม่มีสิ่งมีชีวัตใดๆ อีก ขณะทำงาน อย่างเพลิดเพสินจนจวนเที่ยงใกล้เลิกงาน (วันนั้นเป็นวันเสาร์ทำงาน ครึ่งวัน) ผู้เขียนก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เมื่อได้ยินเสียงดัง ลงมาจากชั้น ๓ ซึ่งเป็นที่พักของอาจารย์ปถัมภ์

เสียงที่ได้ยินนั้นเหมือนกับว่ามีเด็กอย่างน้อย ๒ คน กำลัง กระโดดโลดเต้นกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก จนเกิดมีเสียงดัง ตึงตัง ก็ดังที่บรรยายบรรยากาศของวันนั้นให้ทราบแล้วนั่นแหละ ครับ ผู้เขียนรู้อยู่แก่ใจว่าบนชั้น ๓ เวลานั้นไม่มีใครอยู่เลย แต่เมื่อ ได้ยินเสียงดังลงมาอย่างนั้น เป็นเสียงที่ดังอย่างชัดเจนมาก จึงเกิด มีความสงสัยว่า “เสียงเด็กหยอกล้อกันอย่างอึกทึกนั้นมีมาได้อย่างไร” พอเกิดความสงสัยอย่างแปลกใจอย่างนั้นความอยากรู้อยากเห็นก็ตามมา จึงหยุดงานที่ทำแล้วเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าหู ตนเองไม่ฝาดเฝื่อน หรือเป็นเสียงเด็กที่ดังมาจากบ้านอื่นต้องดังมา จากชั้น ๓ ห้องพักของอาจารย์ปถัมภ์อย่างแน่นอน

เมื่อมั่นใจเป็นเช่นนั้นจึงค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดพยายามก้าวเท้า ให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้หมายจะได้ไปดูให้รู้แจ้งเห็นกับตาว่าเสียงเด็ก อะไรหนอมาวิ่งเล่นกันอยู่บนนั้น แต่พอย่องก้าวขึ้นยืนบนบันไดชั้นที่ ๓ ยังไม่ทันขึ้นไปถึงหน้าห้องพักอาจารย์ปถัมภ์ เสียงต่างๆ ที่ได้ยิน อย่างชัดเจนกลับเงียบสนิท ยืนเงี่ยหูฟังอยู่ตรงนั้นหลายอึดใจแต่ก็ ไม่ได้ยินสิ่งใดจึงกลับลงมานั่งทำงานต่อ ในขณะที่จิตใจยังครุ่นคิด สงลัยไม่หายต่อเสียงที่ได้ยิน

ทำงานไปสักครูใหญ่ๆ เสียงเด็กที่เล่นกันอย่างเมามันก็ดังขึ้น มาอีกเป็นเสียงหยอกล้อหัวเราะร่าเหมือนดังเก่า จึงทำให้ผู้เขียนต้องใช้ แผนเดิมอีกโดยย่องขึ้นบันไดหมายแอบดูให้รู้แน่เป็นครั้งที่ ๒ แต่ผลก็ เหมือนเดิม พอแตะพื้นบันไดชั้นที่ ๓ เสียงที่ได้ยินกลับเงียบสนิท
เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนต้องย่องขึ้นบันไดไปพิสูจน์ความจริง เป็นอย่างนั้นอยู่ถึงสองครั้งสองคราวที่ไม่สามารถได้ชัดว่าเสียงที่ได้ยิน นั้นเกิดมาจากไหนได้อย่างไร จึงอดใจรอหมายให้รู้ชัดอีกครั้ง เหมือนเก่าละครับพอผู้เขียนนั่งทำงานเป็นครูใหญ่ สองหูที่ สมรรถนะยังแจ่มแจ๋วก็ได้ยินเสียงเด็กเล่นกันดังขึ้นมาให้ได้ยิน

จึงอดใจรออยู่ครูใหญ่ๆ ให้เด็กที่เล่นกันอยู่บนชั้น ๓ สนุกกับเกมที่เล่น กันให้เต็มที่เพื่อจะได้ขาดความระมัดระวังตัว คือคิดว่าจะให้เขาเผลอตัว รอจนเหมาะแล้วจึงลุกจากเก้าอี้คูย่างรวดเร็ว คราวนี้ไม่ ค่อยๆ ย่องขึ้นไปแล้วล่ะ ผู้เขียนกระโจนก้าวขึ้นบันได  ทีละ ๓-๔ ชั้น รวดเดียวก็ไปยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของอาจารย์ปถัมภ์ซึ่งมั่นใจว่า เสียงเด็กเล่นกันต้องดังมาจากห้องนี้แน่นอน ประตูห้องแม้บานประตูจะเป็นไม้แต่ก็เป็นประตูทึบเพียง ช่วงล่างด้านบนโปร่ง ติดเหล็กดัดและมุ้งลวด ถึงแม้ว่าจะมีผ้าม่านติดไว้ เพื่อบังสายตาคนนอกห้องมองล่องเข้าไปแต่เวลานั้นผ้าดังกล่าวถูกรวบมัดไว้ทำให้ผู้เขียนสอดสายตาอันสอดเสอดเห็นมองผ่านเข้าไปในห้อง ได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งเมื่อขึ้นไปถึงก็ไม่ได้รอช้าสอดส่ายสายตาสำรวจ ภายในห้องทุกซอกทุกมุมเท่าที่มองเห็นได้ เงียบ...เงียบสนิท ไม่มีวี่แววว่าจะมีสิ่งมีชีวิตหลบซ่อนอยู่ใน ห้องนั้นแม้แต่ชีวิตเดียว

ภายในห้องของอาจารย์ปถัมภ์ อยู่ในสภาพเรียบร้อยหมอน ผ้าห่มถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ผ้าปูที่นอนขึงดึงไร้รอยยับย่นเหมือน อย่างมีเด็กกระโดดโลดเต้นดังที่คิด แต่ในความเป็นปกติเรียบร้อยนั้นก็มีสิ่งหนึ่งไม่ปกติที่ผู้เขียน สังเกตเห็นนั่นก็คือ มีบอลลูกเล็กๆ ๒ ลูกกำลังกลิ้งอยู่บนพื้นห้อง เป็นเหตุที่ทำให้ ต้องแปลกใจว่า บอล ๒ ลูกนั้นกลิ้งได้อย่างไร กลิ้งมาจากตรงไหน ในเมื่อห้องนั้น ประตูหน้าต่างถูกปิดไว้ทุกบาน ไม่มีลมพัดผ่านเข้ามา ได้เลย อะไรทำให้บอลนั้นกลิ้งจากที่วาง

ผู้เขียนกวาดสายตามองย้อนทิศทางการกลิ้งของบอลที่เห็นนั้น จึงไปเจอกับโต๊ะหมู่บูชาเล็กๆ ที่มุมห้องด้านใน ชั้นบนสุดของโต๊ะหมู่นั้น เป็นที่วางเจดีย์แก้วประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กัดลงมาเป็น พระพุทธรูปปางนาคปรกสีทองเหลืองอร่าม เป็นพระพุทธรูปประจำ วันเสาร์ซึ่งเป็นวันเกิดของอาจารย์ปถัมภ์ ถัดลงมาเป็นพระพุทธรูป ๓ ยุคคือ เชียงแสน สุโขทัย และอู่ทอง

จากนั้นก็เป็นรูปหล่อบูชาและ ภาพถ่ายใส่กรอบของครูบาอาจารย์ต่างๆ อีก ๕-๖ องค์ สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนสะดุดตาตรงโต๊ะหมู่บูชานั้นเป็นชั้นล่างสุด ซึ่งมีรูปปันพ่อ ฤๅษีวางเด่นเป็นสง่า ขยาบข้างไว้ด้วยตุ๊กตาเด็กผมจุก และผมแกละทั้งซ้ายและขวา “ตุ๊กตากุมาร” ผู้เขียนนึกบอกตนเอง และอดนึกไปไม่ได้ด้วย ความสงสัยว่า หรือจะเป็นกุมารทั้งสองนี้ คิดอย่างนั้นแล้วก็จ้องมอง ตุ๊กตากุมารนั้นอย่างพิจารณา

จะว่าเป็นด้วยอุปาทานหรือคิดไปเอง ก็ยังเป็นที่สงสัยมาจน ทุกวันนี้ ขณะที่พิจารณาจ้องมองตุ๊กตากุมารนั้น ผู้เขียนมีความรู้สึก คล้ายกับว่าเขาทั้งสองก็มองมาที่ผู้เขียนเช่นกัน เป็นการมองอย่าง
ขบขันเห็นเป็นเรื่องสนุกด้วยเหตุอะไรสักอย่างหนึ่ง

สิ่งที่เห็นด้วยตาและสัมผัสจากความรู้สึกของปุถุชนทำให้ อดคิดปรุงแต่งจากประสบการณ์ที่ได้อ่านเรื่องกุมารทองจากวรรณคดี เรื่องขุนช้างขุนแผนไปไม่ได้ว่า “หรือว่าเป็นกุมาร ๒ ตนนี้ เป็นต้นเหตุของเสียงหยอกล้อ หัวเราะร่า เขาออกมากระโดดโลดเต้นเล่นฟุตบอลกัน ในห้อง?”

พอได้คิดเห็นเป็นอย่างนั้นทำให้อดขนลุกซู่ไปทั้งตัวเสียไม่ได้ จึงรีบหมุนตัวกลับรีบก้าวสงบันไดมาชั้นล่างอย่างรวดเร็วในทันที ลงมา กราบอาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกและครู อาจารย์ทั้งหลายที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาใหญ่ที่ชั้น ๒ ให้ท่านช่วยปกป้อง คุ้มครองผองภัยต่างๆ จากนั้นจึงไปเก็บข้าวของงานที่คั่งค้างเข้าที่ ให้เรียบร้อยก่อนปิดหน้าต่าง ปิดไฟออกจากสำนักงาน

บอกได้อย่างไม่อายเลยครับว่า ความรู้สึกของตนเองเวลานั้น มีความกลัวในสิ่งที่ตามองไม่เห็นเป็นอย่างมาก มากจนไม่อาจที่จะนั่ง ทำงานในสำนักงานตามลำพังได้ต่อไปแม้จะรู้ว่าชั้นล่างยังมีอีกหลาย คนที่ทำงานกันอยู่ ท่านผู้อ่านลองคิดดูสิครับว่าในฐานะพนักงานใหม่ที่มาทำงาน ยังไม่ทันครบเดือนแล้วต้องมาเจอกับเหตุการณ์ดังกล่าวเข้า

ซึ่งถ้า เป็นจริงดังที่คิดกุมารทองออกมาเล่นเตะฟุตบอลกันในเวลากลางวันแสกๆ และส่งเสียงดังอึกทึกให้ได้ยินอย่างชัดเจน เหตุการณ์อย่างนี้มันเป็น เรื่องธรรมดาเสียที่ไหนกัน

LikePost โดย 0 สมาชิก :


ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.kumarntalk.com/topic/345
ตุลาคม 06, 2014, 02:28:12 PM
ตอบกลับ #1

ออฟไลน์ Bidibado

  • Newbie
  • ออฟไลน์
  • 2
    0
  • พลังศรัทธา: +0/-0

  • กระทู้ : 2
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 0
  • ลำดับสมาชิก : 116

    • ดูรายละเอียด


  • มกราคม 28, 2015, 01:59:54 PM


บ้านเราเขาชอบวิ่งเล่นขึ้นลงที่บ้านมากอะ

LikePost โดย 0 สมาชิก :


ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.kumarntalk.com/topic/345

พฤษภาคม 09, 2018, 03:54:47 PM
ตอบกลับ #2

ออฟไลน์ Gunnator

  • Newbie
  • ออฟไลน์
  • 2
    0
  • พลังศรัทธา: +0/-0

  • กระทู้ : 2
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 0
  • ลำดับสมาชิก : 1395

    • ดูรายละเอียด


  • พฤษภาคม 09, 2018, 03:54:56 PM


เขาคงเหงาแน่ๆเลยครับที่ต้องเล่นคนเดียวอยากให้เขามีเพื่อนเล่นด้วยกันจัง

LikePost โดย 0 สมาชิก :


ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.kumarntalk.com/topic/345



 
แบ่งปันกระทู้นี้...
สำหรับเว็บบอร์ด
(BBCode)
สำหรับเว็บไซต์หรือเว็บบล็อก
(HTML)



พื้นที่โฆษณา ขนาด 728x90 พิกเซล
ติดต่อ 080-000-0000