พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000

A A A A หัวข้อ: คาถาดีมีไว้ปราบกุมารทอง (อ่าน 4032 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กันยายน 18, 2014, 01:15:17 AM

ออฟไลน์ kumarnthong

  • Global Moderator
  • ออฟไลน์
  • 68
    6
  • พลังศรัทธา: +6/-0

  • กระทู้ : 68
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 6
  • ลำดับสมาชิก : 38

    • ดูรายละเอียด
    • กุมาร


  • พฤศจิกายน 26, 2015, 06:33:22 AM


คาถาดีมีไว้ปราบกุมารทอง



เมื่อพูดถึงของดีที่จะมีไว้ปราบกุมารแล้ว โดยทัศนะส่วนตัว ของผู้เขียนคิดเห็นว่าไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่า คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณพ่อแม่ และครูบาอาจารย์ ให้เราระลึกถึงคุณแห่งท่านด้วย ใจเคารพบูชาอย่างเร่อมั่น เชื่อและปฏิบัติตามคำสั่งสอน อยู่ในโอวาท ของท่าน ก็เสมือนมีเกราะแก้ว กำแพงแก้ว ๗ ชั้นไว้คุ้มครองป้องกัน ภัยให้แล้วไม่มีสิ่งชั่วร้ายใดมากลํ้ากรายได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของดีที่จะมีติดตัวไว้กำราบหรือ ปราบกุมารทองนี้ มีผู้รู้ซึ่งมีประสบการณ์นี้การใช้อย่างได้ผลได้ให้ เป็นที่สังเกตไว้จึงใคร่ขอนำมาให้พิจารณาไว้ในที่นี้อีกชั้นหนึ่ง

คุณทวี มูลทอง ได้กล่าวถึงฤทธิ์เดชเวทคุณและวิธีกำราบ ฤทธิ์กุมารไว้อย่างมีเหตุมีผลควรพิจารณาในตอนหนึ่ง ท่านว่าตาม ประสบการณ์ของท่านไว้ดังนี้ครับ

...มนต์ดำไสยศาสตร์ ภูตผีปีศาจ โหงพราย กุมารทอง ถือกัน ว่าเป็นสิ่งลี้ลับมีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากอำนาจวิชาไสย ศาสตร์จากผู้มีอาคมขลังกระทำขึ้น ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วน มีคุณและโทษอยู่ในตัวมันเอง

ใครที่จะหันมาเล่นทางนี้ก็ต้องมีของแก้กันเอาไว้บ้างไม่อย่าง นั้นอาจเข้าตัวถึงเสียชีวิตก็อาจเป็นได้จึงไม่ควรประมาทเลินเล่อเพราะ เป็นวิชามืดไม่นับเข้าในหลักพระพุทธศาสนา จึงเรียกวิชาพวกนี้ว่า อวิชชา คือเป็นวิชาที่ไม่เป็นไปเพื่อปลดเปลื้องกิเลสตัณหาให้สิ้นแห่ง ทุกข์ จึงมีทั้งคุณและโทษเหมือนดาบสองคม

สมัยนี้ไม่ค่อยมีปรากฏอย่างโจ่งแจ้งเท่าใดนัก ไม่เหมือน สมัยก่อน เมื่อลักประมาณ ๓๐-๔๐ ปีมาแล้ว คนสมัยก่อนๆ มัก แสวงหาวิชาทางไสยเวท อันมีการสักตามเนื้อตัว บางคนสักจนเกือบ จะทั้งตัว เวลาสักบางทีสลบคาเข็มไปเลยก็มี บางคนสักเสร็จก็ต้อง นอนซมเพราะไข้เนื่องจากพิษของเข็มสักเป็นเวลา ๓ วัน ๗ วัน จนถึง เดือนหนึ่งก็ยังมี แต่ก็หาเข็ดหลาบกันไม่ บางทีต้องสักกันหลายวัน จึงจะครบเครื่องของอาจารย์สัก

มาสมัยนี้หรือครบ พอจะเข้าทำงานทำการต้องหาวิธีลบรอยสัก ให้วุ่นกันไปหมด อย่างเพื่อนของผู้เขียนก็มีต้องทนทรมานหลายต่อ หลายครั้ง สักนะสักง่าย พอจะลบออกยากกว่าหลายเท่านัก เจ็บกว่าด้วย เดี๋ยวนี้หมอที่ทำศัลยกรรม แพทย์เก่งๆ หลายท่านรับลบรอยสักให้ แต่ก็หลายอัฐอยู่ จึงเตือนรุ่นน้องๆ ขออย่าไดไปสักกันเลย

คราวนี้มาเล่าถึงสมัยก่อนๆ ไม่ได้จะสักอย่างเดียวยังต้องเรียนคาถาอาคมควบคู่กันไปด้วย ที่ไม่สักก็มีแต่น้อยมาก อย่างน้อยๆ ต้องมีกันนิดหน่อย ไม่ใช่แต่ผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็มีสักถมไป

คราวนี้คนที่เป็นอาจารย์ก็ต้องเก่งหลายทาง มีอยู่ยงคงกระพัน ชาตรี เมตตามหานิยม และที่นิยมกันมากก็คือ ต้องมีการเลี้ยงผี เลี้ยงสางไวใช้งานกันด้วย

อันนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ล้อเล่น ที่เก่งขนาดล่องหนหายตัว กำบังกายได้ก็มี แต่ก็มีเสื่อมได้เหมือนกัน ต้องเคร่งครัดในกฎข้อบังคับที่ครูอาจารย์ให้ไว้ด้วยอาจารย์ คนไหนเก่งมากก็มีลูกศิษย์นับหน้าถือตาตั้งตัวเป็นผีบุญต่อต้านทาง รัฐบาลก็มี แต่สุดท้ายก็ถูกปราบราบคาบ

มีสิ่งหนึ่งที่คนสนใจและชอบกันมากก็คือ กุมารทองและ รัก-ยมเพราะรู้สึกว่าจะเลี้ยงง่าย ส่วนผลลัพธ์ก็แล้วแต่ของที่อาจารย์ ทำขึ้น และเกี่ยวกับตัวผู้เลี้ยงเอง ถ้าของดีจริงก็สามารถใช้ได้ผล พอสมควรทีเดียว แต่ถ้าไปเจอของปลอมก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือน นำท่อนไม้มาไว้ในบ้าน
การทำกุมารทอง และ รัก-ยมนี้ ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจารย์ที่ เก่งๆ จะเลือกดวงวิญญาณเด็กที่มีลักษณะที่ถูกต้องตามตำรา แล้วมา ปลุกเสกเรียกดวงวิญญาณนั้นมาใช้งาน โดยให้วิญญาณนั้นสิ่งอยู่ใน รูป เด็กที่ทำขึ้นจากไม้หรือรูปปัน มาสมัยนี้ใช้ทำบรรจุอยู่ในขวดเล็กๆ เหมาะสำหรับพกติดตัว ไปไหนมาไหนได้โดยสะดวก กุมารทอง และ รัก-ยม สมัยนี้ จะล้าสมัยก่อนได้หรือไม่ ลองพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เขียนต่อไปนี้ดูนะครับ

ตั้งแต่ผู้เขียนแตกเนื้อหนุ่มวัยรุ่น ก็เริ่มที่จะสนใจเลี้ยงกุมาร ทองและรัก-ยมแล้ว พยายามแสวงหาจากครูอาจารย์และของทาง วัดโดยซื้อหรือขอเขามา แต่การที่ได้เลี้ยงกุมารทองและรัก-ยม หลายต่อหลายตัว ก็อย่างนั้นนั่นแหละครับ จนกระทั่งได้มาเจอกับของจริงเข้าจนได้ผู้เขียนจึงต้องเชื่อ
เมื่อผู้เขียนได้บวชที่วัดในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง ในพรรษาแรก วัดที่ผู้เขียนบวชมีเณรรูปหนึ่ง อายุครบบวชพระพอดีแต่ท่านไม่ได้ไว้ ที่วัดในกรุงเทพฯ ท่านไปบวชที่วัดต่างจังหวัด เพราะท่านมีนิสัยชอบเล่นทางไสยศาสตร์เวทมนตร์ พอออกพรรษาได้ไม่นานซึ่งยังไม่ได้รับกฐิน ท่านก็กลับมา เที่ยวที่วัดที่ผู้เขียนอยู่ ตอนขากลับท่านก็ชวนผู้เขียนไปเที่ยววัด ท่านบ้าง ผู้เขียนก็ไปเพราะชอบนิสัยกันและก็ชอบศึกษาทางด้านนี้ เหมือนกับท่านซึ่งท่านยังได้รับปากว่าจะหาของดีให้ผู้เขียนด้วย

ผู้เขียนไปค้างที่วัดท่าน ก่อนกลับก็ทวงของดีที่ท่านบอกจะให้ ท่านถามว่าชอบอะไรผู้เขียนก็บอกว่าอยากได้กุมารทองสักตนหนึ่ง ท่านก็ว่าหายากนะ แต่ท่านก็มีอยู่ตนหนึ่งเป็นของที่ท่านรักมาก ตัวใหญ่ ขนาดเท่าขวดยานัตถุ์ขวดใหญ่ ท่านเล่าว่าท่านเลี้ยงของท่านมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ผู้เขียนฟังแล้ว  ก็ยิ่งเพิ่มความอยากได้ ทั้งๆ ที่ใจมันออกจะเหลือเชื่อที่ไม้แท้ๆ แต่ สามารถเติบโตได้ ผู้เขียนก็ไม่เคยเห็นจึงตื๊อขอกับท่าน ตื๊อไปตื๊อมาท่านก็ตัดใจให้ เพราะท่านก็เรียกผู้เขียน “หลวงพี่” คือท่านบวชทีหลัง ผู้เขียนนั่นเอง

แต่ท่านก็มีข้อแม้ว่าถ้าผู้เขียนเลี้ยงไม่ขึ้น หรือไม่ต้องการแล้ว อย่าไปทิ้งหรือให้ใคร เอามาคืนท่าน ผู้เขียนก็รับปาก ท่านจึงมอบให้มา โดยในคืนนั้นผู้เขียนได้ค้างคืนที่วัดแห่งนั้นอีกหนึ่งคืน ปกติพระจะไม่นอนร่วมมุ้งกัน ผู้เขียนก็นอนของผู้เขียนรูปเดียว ท่านผู้อ่านคงนึกสภาพวัดต่างจังหวัดกันดารได้นะครับ ไม่มีไฟ สว่างเหมือนวัดในกรุงเทพฯ ใช้ตะเกียง รอบๆ วัดก็วังเวงเงียบสงบ จะมีก็แต่หรีดหริ่งเรไรหรีดร้อง เป็นบรรยากาศที่ใครไม่เคยอยู่มาก่อน รู้สีกออกจะกลัวๆ ผู้เขียนก็เช่นกัน

แต่เมื่อไหว้พระสวดมนต์แล้วก็นอนจนกระทั่งหลับไปมาตอน ดึกๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้น เพราะรู้สีกว่ามีคนมานอนติดกับมุ้งที่ผู้เขียนนอน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้และยังนอนเบียดเสียจนติดกับผู้เขียน

ผู้เขียนจึงหลับๆ ตื่นๆ จนกระทั่งเช้า ถามกับพระเพื่อนรูปนั้น ท่านก็บอกว่า “นั่นแหละกุมารทองมานอนด้วยละ แสดงว่าเขาเต็มใจ จะไปอยู่กับหลวงพี่”

ผู้เขียนกลับมาอยู่วัดที่บวชโดยได้กุมารทองมาวางไว้ชั้นล่าง สุดของโต๊ะหมู่ ซึ่งขณะนั้นก็มี รัก-ยม อยู่ ๑ ขวดอยู่แล้ว แต่เจ้า รัก-ยมนี้ไม่ค่อยจะออกฤทธิ์เดชเลย อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ผู้เขียนนอนอยู่บนเตียงในตอนกลางวัน ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่นเพราะเพิ่งจะนอนได้ไม่นานก็ต้องตกใจตื่นเพราะ ได้มีคนรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำๆ มาเลิกผ้าห่มที่ปิดอกไว้ และชะโงกหน้ามาเกือบชิด ผู้เขียนจึงลุกขึ้นครึ่งนั่ง เจ้านั่นก็พูดว่า

“กลัวผมหรือพ่อ ผมกุมารทองลูกพ่อไงเล่า พ่อไม่ต้องกลัวผม หรอก ต่อไปนี้ผมจะช่วยพ่อทุกอย่าง”

ผู้เขียนจึงได้เข้าใจ และเมื่อเขาหายไปแล้วจึงลุกขึ้นไม่นอน แล้วจัดการทดลองทันทีโดยการนำกุมารทองตนนั้นขึ้นมาปลุกด้วย คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า ๓ คาบ แล้วสั่งว่า“กุมารทองลูกพ่อเจ้าจงไปตามโยมแม่ของพ่อมาแล้วให้ยมแม่ เอาเงินมาถวาย ๒๐ บาทด้วยนะ” แล้วผู้เขียนก็นั่งรอดูผล

แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเอ...โยมแม่จะมาหรือ ไม่ใช่อยู่ใกล้ๆ เฉพาะเดินทางก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงวัด แล้วแม่จะว่าง มาหรือเพราะท่านก็แก่มากแล้ว ผู้เขียนก็นึกไปเรื่อยๆ จนลืมๆ ไปสัก ชั่วโมงหนึ่งได้ แต่พอมองไปที่หน้ากุฏิก็เห็นโยมแม่กำลังขึ้นบันไดมา ผู้เขียน ขนลุกซูซ่าเชียวครบ

พอโยมแม่นั่งและไหว้เรียบร้อยท่านก็บอกว่า

“วันนี้อยู่บ้านดีๆ ก็นึกถึงท่าน มีความรู้ถึกว่าอยากจะมาหา แล้วก็ผลุนผลันมาเลย ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วยซ้ำไป” โยมแม่พูดจบก็ถวายเงิน ๒๐ บาท

สมัยเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนนั้น ๒๐ บาทก็มากแล้วละครับ ถวาย เงินแล้วคุยกันประเดี๋ยวเดียวโยมแม่ก็กลับ อีกครั้งหนึ่งประมาณ ๓ ทุ่มเศษๆ ผู้เขียนนั่งสมาธิแล้วก็นอน หลับไป ตกดึกก็ประมาณตี ๒ เห็นจะได้ผู้เขียนได้ถกเปิดผ้าห่มและถูกดึงมือโดยกระชากเต็มแรงจนตัวปลิวออกมายืนกลางกุฏิ ทั้งๆ ที่ยังงงๆไม่ทราบใครกระชาก

แต่พอเหลียวหลังไปข้างหลังซึ่งเป็นหิ้งพระก็ต้องตกใจ เพราะ ไฟกำลังลุกไหม้หิ้งพระอยู่ จึงรีบไปปลุกพวกลูกศิษย์มาช่วยดับ แต่ไฟ กำลังไหม้โต๊ะหมู่อยู่ จึงตัดสินใจจับโต๊ะตัวที่กำลังไหมโยนออกไปนอก กุฏิและต่างก็ช่วยกันราดน้ำจนไฟดับ เล่นเอาน้ำท่วมกุฏิเลยละครับ ผู้เขียนนึกถึงเจ้ากุมารทองกับ รัก-ยม จึงมองหาโต๊ะหมู่ที่ กระดำกระด่าง เจอเจ้ารัก-ยม ก่อน,ยังคงวางอยู่ใกล้ๆ ที่เก่า แต่พอ มองดูปรากฏว่า น้ำมันจันทน์ที่ใส่เลี้ยงไว้มีฟองอยู่ เดือดเต็มไปหมด พวกลูกศิษย์เห็นแล้วพากันหัวเราะกันใหญ่ แสดงว่ารัก-ยมไม่มีฤทธิ์อะไรเลย ตัวมันเองยังช่วยตัวเองไม่ได้!

จึงมองหากุมารทองก็เขาละเป็นคนกระชากผู้เขียนลุกขึ้นมา มองหาอยู่นานจึงเจอเข้าไปหลบอยู่ไกลจากกองไฟไม่เป็นอะไรเลย เหมือนดั่งเขาหนีไฟไปได้ ยังคงอยู่ในสภาพที่เหมือนเดิม แสดงว่าเขา แน่จริง! นี่ถ้าผู้เขียนไม่ได้เขากระชากจนตื่น ผู้เขียนคงถูกไฟคลอกตาย ในกุฏิเพราะมีผ้าจีวรซึ่งเป็นเชื้อไฟอย่างดีเต็มไปหมด


LikePost โดย 0 สมาชิก :


ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.kumarntalk.com/topic/399
ตุลาคม 06, 2014, 02:29:07 PM
ตอบกลับ #1

ออฟไลน์ Bidibado

  • Newbie
  • ออฟไลน์
  • 1
    0
  • พลังศรัทธา: +0/-0

  • กระทู้ : 1
  • สตางค์ :
  • แต้มถูกใจ : 0
  • ลำดับสมาชิก : 116

    • ดูรายละเอียด


  • มกราคม 28, 2015, 01:59:54 PM


ปรามทำไมหรอเขาไม่ได้ทำร้ายเรานิ

LikePost โดย 0 สมาชิก :


ลิ้งค์หัวข้อ: http://www.kumarntalk.com/topic/399



 
แบ่งปันกระทู้นี้...
สำหรับเว็บบอร์ด
(BBCode)
สำหรับเว็บไซต์หรือเว็บบล็อก
(HTML)



พื้นที่โฆษณา ขนาด 728x90 พิกเซล
ติดต่อ 080-000-0000